“อาจารย์ในดวงใจ 2569” เมื่อการสอนคือการเข้าใจมนุษย์

การสอนอาจถูกมองว่าเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้สอนไปยังผู้เรียน แต่สำหรับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ขนบพร วงศ์กาฬสินธุ์ การสอนคือกระบวนการทำความเข้าใจมนุษย์อย่างลึกซึ้ง
ด้วยความสนใจในศาสตร์ด้านวัฒนธรรมและจิตวิทยา โดยเฉพาะ Jungian Analytical Psychology อาจารย์ได้ผสานมุมมองทางจิตวิทยาเข้ากับการศึกษาวัฒนธรรมเอเชียและอินเดียศึกษาอย่างโดดเด่น ทำให้ห้องเรียนเป็นมากกว่าพื้นที่ของการเรียนรู้เชิงวิชาการ หากเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้สำรวจตัวตน ความคิด และความหมายของชีวิตในบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่หลากหลาย

บทบาทของอาจารย์ในความหมายนี้ จึงมิได้จำกัดอยู่เพียงการบรรยายหรือประเมินผล แต่เป็นการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการตั้งคำถาม การแลกเปลี่ยน และการเติบโตทางความคิดอย่างอิสระ ความมุ่งมั่นดังกล่าวทำให้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ขนบพร วงศ์กาฬสินธุ์ ได้รับรางวัล “อาจารย์ในดวงใจ” ประจำปี พ.ศ. 2569 ประเภทอาจารย์ผู้มีความเป็นเลิศในการสอน เนื่องในโอกาสครบรอบ 57 ปีวันพระราชทานนาม 138 ปี มหาวิทยาลัยมหิดล
รางวัลครั้งนี้จึงไม่เพียงสะท้อนความเป็นเลิศด้านการสอน หากยังสะท้อนความไว้วางใจและความผูกพันระหว่างอาจารย์กับนักศึกษาที่เติบโตไปพร้อมกัน
อะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้อาจารย์สนใจศาสตร์ด้านวัฒนธรรมและจิตวิทยา
อาจารย์เรียนระดับปริญญาที่ประเทศอินเดีย สาขาจิตวิทยา วิชาสำคัญที่ต้องเรียนทุกเทอมทุกชั้นปีคือ Practical Psychology ถึงแม้จะสอบวิชาทฤษฎีผ่าน แต่ถ้าวิชานี้ไม่สอบหรือไม่ผ่านก็หมายถึง สอบตกทุกวิชา เป็นวิชาที่ทำงานในห้องแล็บทางจิตวิทยาที่ต้องทำการทดลองกับคนด้วยเครื่องมือต่าง ๆ ทางจิตวิทยาเป็นวิชาที่อาจารย์ชื่นชอบมาก พอเรียนจบได้ไปสอบเป็นอาจารย์ที่ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตสกลนคร ไปสอนวิชาในสาขาที่เรียนจบมา และทำงานวิจัยแรกตามหลักการจิตวิทยาที่เรียนมา แบ่งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยใช้การสร้างชิ้นงานรถควบคุมระยะไกลเป็นตัววัด ด้วยความคุ้นเคยกับการใช้ห้องแล็บทดลอง แต่เนื่องจากไม่มีห้องแล็บก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำงานวิจัยอื่นอีกอย่างไร
ในช่วงที่ครุ่นคิด มองไปทุ่งนาที่กว้างไกลมาก แล้วบอกตัวเองว่า “งั้นก็เอาโลกนี้เป็นห้องแล็บละกัน” แล้วจึงเริ่มศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรม ชาติพันธุ์ ประเพณี วิถีชีวิตของคนในอาณาบริเวณนั้น ตอนแรกใช้หลักจิตวิทยาสังคมมาอธิบาย แต่ใช้จิตวิทยาอย่างเดียวไม่ได้ ต้องประกอบด้วยการค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อให้เข้าใจถึง ประวัติศาสตร์ชุมชน ชาติพันธุ์ รวมถึงการอ่านงานทางสังคมศาสตร์ มานุษยวิทยา และด้านอื่น ๆ ด้วย
เหตุใด Jungian Analytical Psychology จึงเป็นกรอบคิดที่อาจารย์เลือกใช้ในการทำงานและการสอน
เป็นงานหนึ่งที่สนใจและใช้เวลาในการศึกษาค้นคว้าค่อนข้างยาวนาน Jungian Analytical Psychology เป็นแนวคิดจิตวิเคราะห์โดย Carl Gustav Jung โดยอาจารย์ได้นำแนวคิดนี้มาวิเคราะห์ความเชื่อทางวัฒนธรรม ชุมชน และกลุ่มชาติพันธุ์ เพราะเป็นหลักการทางจิตวิเคราะห์ที่กล่าวถึง จิตใต้สำนึกร่วม (Collective Unconscious) ที่ทำให้เราสามารถลงไปถึงรากฐานหรือรากลึกของจิตใต้สำนึกร่วมกันของเผ่าพันธุ์นั้น ๆ รวมไปถึงการใช้เทคนิค Word Association เป็นเครื่องมือในการเข้าไปถึงชั้นของจิตใจที่ลึกที่สุดนี้ทั้งในส่วนของกลุ่มชนและบุคคล ดังเช่นที่เขียนไว้ในหนังสือ จิตใต้สำนึกร่วม ขวัญข้าวของคนไท ลุ่มแม่น้ำพรหมบุตร แม่น้ำโขง แม่น้ำแดง และจิตวิทยาชาวนาในฮีตสิบสอง
การเข้าใจในจิตใต้สำนึกของชนชาติหรือชาติพันธุ์ในสิ่งที่อยู่ส่วนลึกของจิตใต้สำนึกที่มีอยู่ร่วมกัน แม้ผ่านกาลเวลาไม่จางหายไปได้อย่างง่ายดายหรือเหมือนห่างหายแต่จริง ๆ ก็ยังคงฝังลึกอยู่ ถือเป็นรากฐานของชนชาตินั้น ๆ เราสามารถเข้าใจและเข้าถึงชนชาตินั้นได้จากรากฐานความเชื่อนี้ และความเข้าใจถึงสิ่งที่ถือเป็นจิตใต้สำนึกร่วมนี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในหลายด้าน ทั้งด้านการเมืองการปกครอง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การค้าขาย ดังเช่นการตลาดนำไปใช้สำหรับทำโฆษณาสินค้า เป็นต้น
อาจารย์มองความเปลี่ยนแปลงของการสื่อสารในยุคดิจิทัลอย่างไร และสิ่งนี้กระทบต่อความเข้าใจมนุษย์แบบใดบ้าง
อาจเป็นเพียงแค่การติดต่อกัน แต่ไม่มีการสื่อสารกัน ถ้าเราสื่อสารกัน เราก็จะเข้าใจและเข้าถึงคนส่งสารและสารที่ส่งมาหาเรา ไม่ว่าสารนั้นจะได้ยินและมองเห็นหรือไม่ก็ตาม บางทีเราอาจต้องสื่อสารกับตนเองก่อน เข้าไปให้ถึงตัวเราเอง แล้วค่อยทำความเข้าใจคนอื่น เหตุผลมากมายที่ทำให้แต่ละคนเป็นอย่างที่เขาเป็น แต่ก็ได้สังเกตว่า หลาย ๆ ครั้งการสนทนาหรือสื่อสารเราต้องการเป็นเพียงผู้ส่งสาร คู่สนทนาเป็นฝ่ายรับสาร หรือเป็นลักษณะ Ego-centric ไปเลย เราต้องการให้คนอื่นเข้าใจเรา แม้คู่สนทนาจะคุยโต้ตอบแต่เราก็ไม่ได้ยินเสียงเขาเลย บางครั้งสนทนาแบบออนไลน์ ไม่เห็นหน้าแต่เสียงนั้นเต็มไปด้วยสิ่งที่อยากบอกเล่าให้ฟังแต่น้ำเสียงกำลังร้องไห้อยู่
จากการสื่อสารในยุคนี้ เห็นว่าต่อไปอาจกลายเป็นสิ่งที่เราต้องกลับมาฝึกการพูดคุย สนทนา สร้างการสื่อสารระหว่างคนกันใหม่ เพราะการสื่อสารยังมีอากัปกิริยา อารมณ์ สีหน้า จังหวะของการเปล่งเสียง คำสำคัญ (Key Words) ฯลฯ ให้เราได้ทำความรู้จัก และสนุกไปกับมันได้ เพราะนั่นคือธรรมชาติของมนุษย์ ไม่ว่าจะเข้าใจโดยสัญชาตญาณหรือต้องเรียนรู้ แต่เราก็เป็นสังคมมนุษย์
จากงานวิจัยเรื่อง Cyberbully อาจารย์ค้นพบอะไรที่น่าสนใจเกี่ยวกับตัวตนของคนรุ่นใหม่


งานวิจัยเกี่ยวกับการบูลลี่ ได้เข้าไปจัดกิจกรรมกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยจัดกิจกรรมรวมถึงสอนกระบวนการทำสื่อ นักเรียนทำให้ทึ่งทีเดียว เด็ก ๆ มีความสามารถมาก พวกเขาตั้งใจและทำได้ดีเกินกว่าที่เราตั้งเป้าหมายไว้ ที่จริงแล้วเขายังอยู่ในวัยเด็ก พร้อมที่จะเรียนรู้ เราสามารถใส่ข้อมูลที่ดีให้เขาได้อย่างไม่ยากเย็น บางสิ่งที่เขาทำอาจไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดี มีผลกระทบมากน้อยเพียงใด หรือต้องทำอย่างไรเมื่อถูกบูลลี่หรือเห็นคนอื่นถูกบูลลี่ และที่สำคัญคือ การชี้ให้เขาเห็นหรือค้นหาคุณค่าของตัวเขาและเพื่อนด้วย คุณค่าในตนเองนั้นจะรักษาและพัฒนาอย่างไร ขอเพียงเราจุดประกายและเริ่มต้นให้เขาด้วยความตั้งใจของเรา หลังจากกิจกรรมเด็ก ๆ บางคนก็พัฒนาความสามารถตนเองแบบโดดเด่นเลย และดูเขาภูมิใจและมั่นใจในตัวเองขึ้น คนรุ่นใหม่ก็ยังคงพร้อมรับสิ่งดีงามเพื่อสร้างสรรค์ชีวิตของเขา ในมุมมองที่ได้จากประสบการณ์กับนักเรียนชั้น ม.1
อาจารย์มีวิธีสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ในห้องเรียนอย่างไร เพื่อให้นักศึกษากล้าเป็นตัวเองและกล้าแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ไม่รู้หรอกว่า เราเป็นพื้นที่ปลอดภัยไหม แต่โดยมากแล้วนักศึกษาเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเรา นักศึกษาทุกคนพาเราท่องโลกกว้าง โลกที่เขารู้จักแต่เราไม่รู้ โลกวิชาการก็เป็นเพียงมุมเล็กหนึ่ง นักศึกษาที่ได้สนทนากัน เขาก็มีความรู้ และนำประสบการณ์มาเล่า แลกเปลี่ยน และแนะนำเราได้ เราก็สนุก ตื่นเต้นไปกับสิ่งที่เขาพบเจอและพูดคุยกับเรา
ในวันที่การสอนอาจเต็มไปด้วยความท้าทาย อะไรคือสิ่งที่ทำให้อาจารย์ยังคงเลือกยืนอยู่หน้าชั้นเรียน
ขอขอบคุณนักศึกษาทุกห้องเรียนและทุกคน ที่ทำให้รู้สึกว่า เรายังคงทำหน้าที่นี้ได้ ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา การสอนแต่ละแห่ง แต่ละสาขา แต่ละชั้นปีก็แตกต่างกัน ตั้งแต่เริ่มทำงานปีแรก สอนสายปฏิบัติการด้านช่าง ครูช่าง วิศวะ เกษตร และบัญชี แต่ละคนบุคลิกภาพก็ต่างกันไป นั่งมองดูนักศึกษา บางคนก็คุยเก่ง บางคนร่าเริง บางคนเงียบขรึม ก็ทำให้คิดขึ้นว่า “Must be something good in you” ทุก ๆ คนมีความดีความสามารถ ไม่มีใครเลยที่ไม่มีอะไรเลย เราก็ต้องทำให้เขาได้รู้สิ่งนี้ ซึ่งก็ถือคำนี้มาตลอดการทำงาน กับนักศึกษาปริญญาโทที่สถาบันฯ ก็เป็นโอกาสดีที่ได้มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลได้ใกล้ชิดขึ้น หรือแม้เพียงได้พบผ่านกันไปมา และได้สอนนักศึกษาปริญญาตรีอีกครั้ง หลังจาก 16 ปี โดยการเสนอรายวิชาจิตวิทยาประจำตัวยังมหาวิทยาลัย จากการสอนนี้ทำให้รู้สึกว่า เรายังคงต้องพัฒนา ปรับตัวทั้งด้านการเรียนการสอนและการสื่อสารอีกพอสมควร แต่นักศึกษาก็ทำให้ภูมิใจว่า เรานี้ยังคงได้ใช้ความรู้ที่ครูอาจารย์ถ่ายทอดให้ ปรับประยุกต์ส่งให้เป็นประโชน์กับคนรุ่นต่อไปได้
ในมุมของอาจารย์ รางวัล “อาจารย์ในดวงใจ 2569” สะท้อนอะไรเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์

เมื่อเป็นศิษย์-อาจารย์กันแล้วก็เป็นศิษย์-อาจารย์กันตลอดชีวิต ขอพูดในฐานะที่เราเป็นลูกศิษย์เห็นจากความสัมพันธ์ระหว่างครูกับเรา ไม่รู้ว่ารางวัลนี้สะท้อนความสัมพันธ์อย่างไร แต่เราก็ทำหน้าที่ของคนเป็นครู ครูที่ไม่มีคำว่า เวลาในราชการ และพูดไปถึงในครั้งที่เราเคยเป็นนักศึกษา อาจารย์ในคณะบางท่านก็สอนเรา บางท่านเราได้เข้าฟังความรู้ของท่านในบางโอกาส บางท่านเพียงได้ผ่านพบเห็นกัน บางครั้งความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์อาจไม่ได้ต้องคุ้นเคยหรือสนทนาปราศรัยกันก็ได้ แต่เราเคารพนับถือในการกระทำและน้ำใจของท่าน ตอนเรียนปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 อาจารย์สอนวรรณคดีอังกฤษ (วิชาบังคับพื้นฐาน) อาจารย์สอนอย่างตั้งใจมาก และพาพวกเราไปในโลกวรรณคดีของอาจารย์ มีประโยคจาก ละครของเชกสเปียร์ อาจารย์ใช้คำว่า Forget the past, Start fresh. กลายเป็นคำที่ประทับไว้ในใจเราเสมอ พอคำนี้ผุดขึ้นมา หน้าตาท่าทางอาจารย์ที่สอนอยู่หน้าชั้นตอนพูดประโยคนี้ก็ลอยมาพร้อมกัน ทุกวันอาจารย์เดินทางโดยรถเมล์ อาจารย์รูปร่างท้วมตัวเล็ก สะพานย่าม อาจารย์กลายเป็นแบบอย่างการใช้ชีวิตไปเลย
ปีแรก ๆ ที่ทำงานสอนหนังสือ ได้กลับไปอินเดียและไปหาอาจารย์ที่สอนปริญญาโท เล่าให้ท่านฟังว่า เราสอนในวิชาที่อาจารย์เคยสอน และด้วยหนังสือที่อาจารย์สอน (หนังสือเล่มนี้ปัจจุบันยังคงนำกลับมาพิมพ์ซ้ำหลายครั้ง) ท่านนิ่งมองแล้วบอกว่า ฉันภูมิใจในตัวเธอ ท่านเสียไปนานแล้ว ท่านชื่อ Sharafat Hussain Khan ท่านและครอบครัวเมตตาเรามาก ซึ่งเราก็รู้ดี ส่วนอาจารย์ที่ปรึกษาปริญญาเอก ท่านก็ยังเห็นเราเป็นลูกอยู่อย่างนั้น

รางวัล อาจารย์ในดวงใจ คือ รางวัลแรกในชีวิตการทำงาน เป็นความภูมิใจเพราะได้มาจากคนที่เราให้ด้วยใจที่ปรารถนาดีเสมอ แม้จะเคยได้สอนหรือพูดคุยกัน หรือเพียงแค่ได้ผ่านพบกันบ้าง และอยากเป็นตัวแทนรับรางวัลนี้แก่คุณครูที่มีลูกศิษย์เป็นบุคคลสำคัญของชีวิต ที่ทำหน้าที่ของตนในทุกมุมพื้นที่ที่มองเห็นไม่เด่ดชัดนัก

