บรรเลงชีวิตด้วยศิลป์ สืบสานแผ่นดินด้วยใจ

งานศิลปวัฒนธรรม คือมรดกภูมิปัญญาของบรรพบุรุษอันล้ำค่าที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชาติ ได้รับการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านรูปแบบของศิลปะ การแสดง ดนตรี ประเพณี ในวิถีชีวิตของคนไทย “อาจารย์วาทิตต์ ดุริยอังกูร” ศิษย์เก่าหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวัฒนธรรมศึกษา (วิชาเอกวัฒนธรรมการดนตรี) สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย คือหนึ่งในบุคลากรผู้ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการสืบสาน อนุรักษ์และสร้างสรรค์พัฒนางานศิลปวัฒนธรรมไทย อันเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของมหาวิทยาลัยมหิดล

ด้วยความรู้เชิงลึกในงานด้านวัฒนธรรม และทักษะด้านดนตรีไทย อาจารย์ได้ร่วมขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของมหาวิทยาลัยมหิดลมาอย่างต่อเนื่อง มุ่งมั่นในการส่งเสริมและสร้างสรรค์งานทำนุศิลปวัฒนธรรม จนได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติหลายรายการ ได้แก่
- รางวัลบุคคลต้นแบบ ( MU Brand Ambassdor ) มหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2557
- รางวัลศิษย์เก่าดีเด่น มหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2557 จากสมาคมศิษย์เก่าบัณฑิตวิทยาลัย
- รางวัลคนดีศรีมหิดล ปี พ.ศ. 2558 จากสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดลในพระบรมราชูปถัมภ์ มหาวิทยาลัยมหิดล
- พนักงานมหาวิทยาลัยดีเด่น ( ระดับมหาวิทยาลัย ) มหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2561
- รางวัล 50 ศิษย์เก่าดีเด่น มหาวิทยาลัยมหิดล จากสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดลในพระบรมราชูปถัมภ์ ในวันครบรอบ 50 ปีวันพระราชทานนาม 131 ปี มหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2562
- ผู้แทนประเทศไทย ในนามมหาวิทยาลัยมหิดล เข้าร่วม ASEAN University Network Thailand, ประชุม ASEAN and ASEAN+3 Youth Cultural Forum ( AUN-AYCF), ประชุม ASEAN University Network on Culture and the Arts ( AUN-CA )

ในปี พ.ศ. 2559 คุณครูนัฐพงศ์ โสวัตร ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม คัดเลือกให้อาจารย์วาทิตต์เป็นผู้รับมอบเพื่อทำหน้าที่เป็นประธานอ่านโองการในพิธีไหว้ครูดนตรีไทย โดยจัดพิธีรับมอบ ณ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล
ปัจจุบัน อาจารย์วาทิตต์ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านศิลปวัฒนธรรมสร้างสรรค์ของสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและขับเคลื่อนโครงการด้านศิลปวัฒนธรรมไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจ ความภาคภูมิใจ และการมีส่วนร่วมของบุคลากร นักศึกษา และสังคมต่อมรดกวัฒนธรรมของชาติ
จุดเริ่มต้นหรือแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้อาจารย์สนใจดนตรีไทยคืออะไร?

สำหรับจุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจดนตรีไทยคงเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตที่ผมเกิดมาในบ้านสำนักดนตรีไทย (สำนักดนตรีบ้านเกตุคอย จังหวัดเพชรบุรี) มีคุณลุง คุณแม่ เป็นหัวหน้าวงดนตรี มีวิถีชีวิตฝึกหัดร้องเล่นดนตรีไปแสดงในงานต่างๆ ตั้งแต่เป็นเด็กเล็กๆ จนเติบโตขึ้นมาและเข้ามาศึกษาต่อในกรุงเทพมหานครที่วิทยาลัยนาฏศิลป กรมศิลปากร จนจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี สำหรับแรงบันดาลใจที่สำคัญก็คงเป็นคุณแม่ (คุณแม่สุกัญญา เกตุคอย) ที่คอยส่งเสริม สนับสนุน ให้ได้มีการศึกษาที่มีคุณวุฒิด้านดนตรีควบคู่ไปกับประสบการณ์ชีวิตในวิถีของบ้านและชุมชนบ้านท่าคอย
จากการทำงานกับมหาวิทยาลัยมหิดลก่อนสู่การเป็นนักวิชาการอิสระ อาจารย์พบความแตกต่างในการทำงานอย่างไรบ้าง?

การใช้ชีวิตเพื่องานด้านศิลปวัฒนธรรมสำหรับผมไม่มีการเกษัยณ เพราะเป็นสายเลือดที่ถูกส่งต่อจากบรรพบุรุษ จากครูบาอาจารย์ ให้ได้ทำงานด้านนี้มาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน แต่ถ้าจะให้บอกถึงความแตกต่างของการทำงานที่อยู่ในระบบกับกับการเป็นนักวิชาการอิสระ อย่างแรกเลยก็คือเราไม่มีตำแหน่ง ไม่มีสังกัด แต่ด้วยการทำงานด้านนี้ตลอดมา ภาพอดีตของการทำงานด้านทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมในนามมหาวิทยาลัยร่วมกับเครือข่ายงานต่างๆ ก็ยังเป็นภาพจำของสังคมที่ส่งผลในการทำงานของผมมาถึงปัจจุบัน อีกส่วนหนึ่งก็คงเป็นเรื่องของเวลาที่เราจะมีโอกาสได้ใช้เวลาในการคิดงาน ไปทำงานต่างๆ ทั้งในส่วนของเราเอง ในส่วนของเครือข่ายงานต่างๆ ที่ยังให้เกียรติเราไปปฏิบัติงานด้านนี้ถึงแม้ว่าเราไม่มีสังกัดก็ตาม
หากจะใช้ดนตรีไทยเป็น “ยารักษาใจ” ให้ผู้คน อาจารย์คิดว่าจะทำได้อย่างไร?
ผมคิดว่าดนตรีอยู่ในวิถีชีวิตเราเป็นทุนอยู่แล้ว บางทีเราอาจจะต้องถอดความยุ่งยากที่แต่ละคนอาจจะไม่สามารถทำได้เหมือนกัน เช่น ต้องไปหาซื้อเครื่องดนตรี ไปหาที่เรียนหรือแม้แต่ต้องมีกลุ่มมีชมรม มาเป็นการจัดการภายใต้ข้อจำกัดของแต่ละคน แต่ละชุมชน ให้รู้สึกว่าดนตรีซึ่งอาจจะไม่ใช่เพียงดนตรีไทย สามารถเข้าถึงได้ง่ายๆ อาจจะเริ่มต้นจากการฟังเพลง ร้องเพลง เป็นผุ้ชม หรือพัฒนาไปเป็นผู้บรรเลง ในแนวทางที่ตนเองชอบ ในอีกมิติหนึ่งอาจจะมองไปที่องค์กรที่มีศักยภาพส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมในด้านนี้ ให้ชุมชน สังคม สำหรับผู้คนในทุกระดับ ได้มีโอกาสในการเข้าร่วมกิจกรรม ให้ความรู้ความเข้าใจ จนเกิดเป็นความสนุก เกิดเป็นความสุข เกิดชุมชนทางสังคมผ่านงานศิลปวัฒนธรรมในรูปแบบต่างๆ
ความสุขและเสน่ห์ของการเล่นดนตรีไทยที่อาจารย์สัมผัสมาตลอดคืออะไร?
บรรเลงร้องรำให้มีความสุข มีครูมีศิษย์ มีระเบียบแบบแผนที่ให้โอกาสสร้างสรรค์พัฒนา มีการสืบทอด มีการสืบสาน มีกัลยาณมิตร มีคุณค่าในสังคม
เราจะทำอย่างไรให้คนไทยเห็นคุณค่าและร่วมอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมทุกแขนง?
ในความคิดเห็นของผม ในภาพใหญ่ของสังคม ผมคิดว่าทุกคนยังคงเห็นคุณค่า เพียงแต่ว่าเราอาจจะต้องไม่ไปคาดหวัง หรือมองเพียงความต้องการที่เราอยากจะเห็นว่าต้องอย่างนั้น อย่างนี้ จึงจะเรียกว่า เห็นคุณค่าและร่วมอนุรักษ์ เพราะภายใต้สังคมที่เปลี่ยนแปลงในทุกขณะ วิถีของผู้คนที่เปลี่ยนไปในทุกมิติ งานด้านศิลปวัฒนธรรมก็ปรับตัวผ่านสังคมในรูปแบบต่างๆเช่นกัน การทำงานเชิงมูลค่า ภายใต้ตัวชี้วัดต่างๆ อาจจะเป็นเพียงข้อมูลในเชิงการปฏิบัติการในระบบ แต่เราจะเห็นว่าการส่งเสริมผ่านเวทีต่างๆ ผ่านช่องทางต่างๆของชุมชนนอกระบบหรือแม้แต่ในส่วนของภาคเอกชน ที่ทำให้เราเห็นภาพการมีส่วนร่วมของผู้คนหลายวัยร่วมกันอย่างเข้าใจ การเปิดใจเพื่อรับรู้ความหมายที่ถูกตีความของคนแต่ละวัย สำหรับผมคิดว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง การเชื่อมความสุขผ่านงานศิลปวัฒนธรรมของคนต่างวัย ยิ่งมีความสำคัญ เพราะจะทำให้ทั้งงานอนุรักษ์ที่เป็นราก งานพัฒนาที่เป็นการต่อยอดจากการสร้างสรรค์งาน เคารพความคิดซึ่งกันและกัน ไม่ผิดถูกตามอารมณ์โดยไม่มีเหตุผล และเราก็อาจจะคาดหวังได้ว่าการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมของเยาวชน ของสังคมยุคใหม่ ยังคงคุณค่าภายใต้การเปลี่ยนแปลง
อยากให้อาจารย์เล่าตัวอย่างโครงการด้านศิลปวัฒนธรรมไทยที่อาจารย์มีส่วนร่วมขับเคลื่อน และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นต่อบุคลากร นักศึกษา หรือสังคม

โครงการและกิจกรรมทุกๆงาน มีความสำคัญต่อเวลาของชีวิตผมในทุกขณะที่ปฏิบัติงานเพื่อมุ่งหวังให้เกิดความสำเร็จและความสุข แต่ถ้าจะให้เล่าตัวอย่างโครงการด้านศิลปวัฒนธรรมไทยที่ผมมีส่วนร่วมขับเคลื่อน และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นต่อบุคลากร นักศึกษา หรือสังคม ผมขออนุญาตเล่าถึงบรรยากาศที่สถาบันแห่งนี้ มีโอกาสได้จัดกิจกรรมค่ายศิลปวัฒนธรรมสำหรับเด็กในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน เมื่อช่วงปี พ.ศ.2543 ผมยังทำงานอยู่ที่คณะศิลปนาฏดุริยางค์ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม ท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์วชิราภรณ์ วรรณดี และคุณครูนัฐพงศ์ โสวัตร มีแนวคิดที่จะจัดโครงการสำหรับเยาวชน เพื่อส่งเสริมทักษะด้านศิลปวัฒนธรรมให้เยาวชน ตลอดจนส่งเสริมงานด้านเครือข่าย สนับสนุนให้นักศึกษาและบุคลากรได้รับประสบการณ์โดยการมีส่วนร่วมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางของชุมชนเพื่อส่งเสริมให้มีเวทีสำหรับการแสดงออกของเยาวชน จึงมีโอกาสได้นำนักศึกษาในสายวิชาชีพดนตรีนาฏศิลป์มาฝึกงานด้านวัฒนธรรมที่นี่ โดยมุ่งเน้นส่งเสริมกิจกรรมศิลปวัฒนธรรมในรูปแบบต่างๆที่ส่งเสริมเยาวชนให้มีพัฒนาการด้านอารมณ์ (E.Q.) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคม กระบวนการเรียนรู้ในค่ายศิลปวัฒนธรรม เป็นวิธีการหนึ่งนอกเหนือจากวิถีของครอบครัว โดยรับเด็กช่วงวัย 7-12 ปี ซึ่งถือว่าเป็นช่วงวัยที่ต้องการการส่งเสริมพัฒนาการและเตรียมความพร้อมทางร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา และลักษณะนิสัยให้เป็นไปในทางที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรม ระเบียบวินัยและมีความพร้อมที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ต่อไปในอนาคต เรียนรู้เสริมทักษะศิลปวัฒนธรรมในด้านต่างๆ ตลอดจนจัดการแสดงดนตรีไทย นาฏศิลป์ และโขนเด็กขึ้นเป็นครั้งแรก ปี พ.ศ.2543 ณ ห้องประชุมอเนกประสงค์ และยังคงจัดขึ้นต่อเนื่องในทุกๆปีมาถึงปัจจุบัน

จากประสบการณ์เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยในต่างประเทศ อาจารย์มีความประทับใจหรือเรื่องราวใดที่อยากแบ่งปัน?

The ASEAN Youth Cultural Forum ( AUN-AYCF ) เป็นการประชุมที่จัดขึ้นเพื่อให้ความสำคัญด้านศิลปวัฒนธรรมของกลุ่มประเทศในอาเซียน โดยมีเป้าหมายของการจัดกิจกรรมและให้บทบาทไปที่กลุ่มเยาวชนได้มีโอกาสแสดงความสามารถ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรม ทั้งดั้งเดิมและร่วมสมัย โดยมี ASEAN University Network (AUN) เป็นศูนย์กลางและประสานงานมหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิกในแต่ละประเทศ

ผมในนามสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย ได้รับมอบหมายจากมหาวิทยาลัยมหิดล โดยกองวิเทศสัมพันธ์ ให้เป็นผู้รับผิดชอบออกแบบการแสดง คัดเลือกและเป็นผู้ดูแลนักศึกษาจากส่วนงานต่างๆภายในมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้แทนมหาวิทยาลัยมหิดลเพื่อเข้าร่วมประชุมและจัดการแสดงในงาน ตั้งแต่ The 10th ASEAN Youth Cultural Forum 2012 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ 20 th ASEAN and 7th ASEAN+3 Youth Cultural Forum 2025 ผมมีโอกาสได้นำคณะงานด้านวัฒนธรรมจากอาเซียนบวกสาม เข้ามาเยี่ยมชมสถาบันฯและมหาวิทยาลัย ตลอดจนจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรม ในพื้นที่ทางวัฒนธรรมของเรา ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่สำคัญที่เสริมสร้างชื่อเสียงในความเชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยมหิดล และสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายในระดับอาเซียน
อาจารย์มองเห็นบทบาทของเทคโนโลยี เช่น โซเชียลมีเดีย AR/VR หรือแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างไร ในการสร้างความสนใจให้คนรุ่นใหม่หันกลับมาสนใจศิลปวัฒนธรรม?
VIRTUAL REALITY & AUGMENTED REALITY เป็นเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันที่ได้รับความสนใจและเป็นเส้นทางสื่อสารในโลกอนาคต ที่ดึงดูดความสนใจและสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ผู้ใช้ได้สร้างคอนเทนต์และเรื่องราวสนุกๆ พร้อมแชร์ต่อ ไปยังสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ทำให้รับรู้ รับข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว หากเรานำเทคโนโลยีนี้ มาปรับใช้เพื่อเปิดประตูแห่งการเรียนรู้และก่อให้เกิดประโยชน์และโอกาสที่จะนำไปสู่ความสนใจในงานศิลปวัฒนธรรม ก็จะช่วยเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมด้วยประสบการณ์ที่น่าสนใจ ใช้เวลากระชับและโต้ตอบได้ คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมในการสร้างชุดความรู้ความเข้าใจที่เหมาะสม เข้าใช้งานที่สอดคล้องกับงานด้านวัฒนธรรม ส่งต่อได้อย่างมีคุณค่าและรู้สึกสนุกและภาคภูมิใจ เพราะเทคโนโลยีนี้พัฒนาและเข้าถึงได้ง่ายขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น


